พาเที่ยวShanghai Disney Resort ตอนที่ 2/7 (Tomorrowland & Fantasyland)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว…. หลังจากที่ได้ตั๋วเข้าปาร์กมาเรียบร้อย (และแอบนอกเรื่องพาไปทำความรู้จักกับโซนต่างๆภายใน Shanghai Disneyland แบบคร่าวๆ) ก็ถึงเวลาเข้าไปตะลุยในปาร์กกันแล้วครับ

เมื่อเราลอดผ่านซุ้มประตูทางเข้าเข้ามาแล้ว ก็จะพื้นที่ส่วนที่เป็นโซน Mickey Avenue ก่อน ตลอดสองข้างทางจะเต็มไปด้วยร้านค้าและจุดให้เราได้ถ่ายรูปกระจายกันไป แต่หากเป็นคนที่มาเที่ยวตะลุยในสวนสนุก Disneyland บ่อยๆ จะรู้ดีว่านาทีนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เราจะมัวหลงระเริงกับโซนต้อนรับแห่งนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นการเยือน Shanghai Disneyland เป็นครั้งแรกก็ตาม !  ……….เพราะฉะนั้น #ผ่านไปเลยครัช

พอออกมาจากพื้นที่ของ Mickey Avenue ก็จะเข้าสู่พื้นที่ต่อไป คือโซน “Gardens of Imagination” เป็นบริเวณหน้าปราสาทลักษณะเหมือนสวนขนาดใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่เหมือน Hub กึ่งกลางของปาร์ก ณ จุดนี้จะเจอกับรูปปั้น “Storyteller” หรือรูปปั้นคุณ Walt disney ยืนต้อนรับเด่นอยู่หน้าปราสาท Enchanted เป็น Background ทางด้านหลัง เรียกได้ว่าเป็นจุด Photo Spot ยอดเยี่ยมที่ถ้าไม่ได้ถ่ายด้วยก็เหมือนไม่มาจุดนึงเลย  ถ้าต้องการถ่ายรูปคู่ด้วย หรือมีคิวคนกำลังต่อแถวอยู่น้อยๆ ขอแนะนำให้ตัดสินใจด่วนอย่าช้าเด็ดขาด มิฉะนั้นคนจะยิ่งมากันเยอะแน่ๆ

อันที่จริงแล้ว ตอนนี้จะเดินสำรวจปาร์กตรงไหนก่อนก็ได้ แต่ผมจะพารีวิวสำรวจไปตามโซนต่างๆวนตามเข็มนาฬิกาโดยเริ่มจาก Tomorrowland -> Fantasyland -> Treasure Cove -> Adventure Isle ตามลำดับ และปิดท้ายด้วย Gardens of Imagination กับ Mickey Avenue โดยในตอนนี้ จะแนะนำส่วนของ Tomorrowland กับ Fantasyland ก่อนเลย

 

Tomorrowland
จากตำแหน่งตรง รูปปั้น Walt Disney (Storyteller) ก็เดินออกทางซ้ายมือเลยครับ แล้วก็เดินไปตามทางเดินเรื่อยๆ จะเห็นโซน Tomorrowland อยู่ไกลๆทางซ้ายมือ โดยมีป้ายชื่อโซนตั้งเด่นตระหง่านต้อนรับเราอยู่เลย
อย่างที่ได้บอกไปเมื่อตอนที่แล้วว่าโซน Tomorrowland ที่ Shanghai Disneyland มีการใช้ธีมเครื่องเล่นมาจากภาพยนตร์เรื่อง Tron เป็นหลัก โดยตั้งอยู่ในอาคารขนาดใหญ่รูปทรงโค้งมนดูสวยงามแต่ไกล

แต่ก่อนที่จะเดินไปถึงอาคารเครื่องเล่น “Tron Lifecycle Power Run” จะเห็นเครื่องเล่นทรงไฮเทคทันสมัยคล้ายๆลูกบอลยักษ์ตั้งอยู่ก่อน มีชื่อว่า “Jetpack” ซึ่งก็คือเครื่องเล่นยานอวกาศบินหมุนรอบเป็นวงกลม ซึ่งจะว่าไปแล้วรูปแบบของเครื่องเล่นตัวนี้ก็มีอยู่ใน Tomorrowland ทุกแห่งเพียงแต่ว่ามีรูปลักษณ์แตกต่างกันไปในแต่ละที่เท่านั้นเอง

มุ่งหน้าสู่ตัวอาคารเครื่องเล่น “Tron Lifecycle Power Run” กันเลยครับ ซึ่งหากเราจะมาเล่นเครื่องเล่นตัวนี้ ก็เดินตรงไปที่อาคารได้ทันทีไม่ต้องเดินลงทางด้านล่างของทางเดินแต่อย่างใด


พอเดินไปตามทางเดิน ก็จะผ่านใต้หลังคาซึ่งหากไปในเวลาที่มีเครื่องเล่นพอดี จะเห็นมอเตอร์ไซด์วิ่งผ่านเหนือหัวพร้อมด้วยเสียงกรี๊ดอย่างสนุกสนาน เป็นใครก็ต้องแวะดูกันหมด หากเดินเข้าไปอีกหน่อยก็จะมีป้ายเครื่องเล่นตั้งเอาไว้พร้อมบอกเวลา Waiting Time ให้ตัดสินใจก่อนจะเดินเข้าไปด้านในด้วย จนกระทั่งถึงบริเวณหน้าเครื่องเล่น จะมีพร๊อพมอเตอร์ไซด์ที่เป็นเครื่องเล่นตั้งเอาไว้ให้เราได้เก็บภาพถ่ายท่าขี่เป็นที่ระลึกด้วย งานนี้ถ้าคนว่างก็ได้แอ๊คท่าเก๋ๆได้เต็มที่ แต่บางที่ก็ต้องรอคิวนะ


และเมื่อเดินเข้าไปอีกหน่อยก็จะเป็นทางเข้าเครื่องเล่นจริงๆแล้วครับ ทั้งนี้ สำหรับใครที่มาตัวเปล่าก็เดินเข้าไปได้ทันที แต่ถ้ามีข้าวของติดตัวต่างๆ จำเป็นจะต้องเอาไปเก็บเสียก่อนโดยถ้าไม่ฝากญาติโยมหรือเพื่อนๆที่มาด้วย(แต่ไม่เข้าเล่นเครื่องเล่น) เค้าก็จะมีลอคเกอร์บริการเพื่อความสะดวก แถมยังให้บริการฟรีๆอีกด้วย

ทั้งนี้ ลอคเกอร์ที่นี่ออกจะมีรูปแบบนิดนึงครับ เพราะไม่ได้ใช้ระบบกุญแจ แต่ใช้เป็นรหัสเอา ซึ่งถ้าเห็นตอนแรกอาจจะงงเหมือนกันว่าใช้ยังไง วิธีการก็คือให้เดินไปที่ตู้อิเลคโทรนิคส์ที่ตั้งไว้ในบริเวณลอคเกอร์ก่อนครับ จากนั้นก็เลือกภาษา(มีภาษาอังกฤษ) แล้วทำตามที่หน้าจอบอกเลยครับ นั่นก็คือเค้าจะให้เราตั้งรหัสผ่าน 4 ตัวเป็นตัวเลข แล้วยืนยันอีกครั้ง เมื่อสำเร็จระบบจะพิมพ์สลิปเล็กๆที่บอกหมายเลขที่ลอคเกอร์ให้เราไปใช้ เช่น ถ้าได้ตู้หมายเลข 4232 ก็ไปที่ลอคเกอร์เลขที่ 4232 แล้วก็กดรหัสที่เราตั้งเอาไว้ ตู้จะเปิดออก เอาของเก็บ แล้วก็ปิดตู้ได้ทันที เมื่อเล่นเสร็จก็ค่อยกลับมาที่ตู้แล้วก็กดรหัสที่ตั้งเอาไว้อีกรอบ ฝาตู้ก็จะเปิดออกให้เราหยิบของคืนได้ เป็นอันจบ
[ทั้งนี้ มีข้อควรระวังอยู่ด้วยนะครับ คือลอคเกอร์นี้เค้าจะมีระยะเวลาให้เราอยู่ที่ 3 ชั่วโมงเต็มที่ หากใช้บริการเกินกว่านั้นจะโดนชาร์จเงินเพิ่มด้วย ]

แต่ถ้าหากว่ากลัวจะใช้ไม่เป็นจริงๆก็ไม่ต้องห่วงนะ เพราะเค้ามีลอคเกอร์ระบบกุญแจธรรมดาบริการเราด้วยเหมือนกันแต่จะมีไม่เยอะเหมือนลอคเกอร์แบบรหัส

เมื่อพร้อมแล้วก็ลุยเลยครับ สำหรับผมวันที่ไปเล่นรอบแรกนั้นคนแทบไม่มีเลย ก็เลยได้เดินเข้าไปเล่นได้ทันทีแบบไม่ต้องรอคิว แค่ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้เล่นละ  แต่ถ้าขี้เกียจรอก็ไปกด Fastpass ไว้ก่อนเลย แต่จะให้ดีแนะนำว่าให้กดเก็บไว้ล่ะครับ เผื่อเล่นเสร็จแล้วติดใจก็กลับมาใช้ Fastpass ต่อได้อีก ภายในส่วนทางเดินด้านในพอเข้ามาแล้วก็จะเป็นบรรยากาศมืดๆและเต็มไปด้วยแสงLEDสีฟ้าเต็มไปหมดเกือบทุกมุม ชวนให้นึกถึงบรรยากาศไฮเทคแบบในหนังจริงๆ บางจุดก็จะมีจอทีวีฉายวีดีโอบอกถึงตัวเครื่องเล่นให้ชมกันด้วย จนเมื่อเดินเข้าไปด้านในสุดก็จะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่และมีทางเดินลาดลงไปยังจุดที่จะขึ้นเครื่องเล่น เป็นเหมือนรถไฟเหาะแต่อันนี้เป็นมอเตอร์ไซด์เหาะครับ
พอเดินมาถึงตำแหน่งที่ Cast Member(พนักงาน) กำหนดให้ขึ้นมอเตอร์ไซด์แต่ละคัน ปรากฏว่าผมได้อยู่ในตำแหน่งตรงหน้าสุดของมอเตอร์ไซด์เหาะพอดีเลย งานนี้ถึงกับแอบเฮในใจ!เพราะไม่คิดว่าจะได้อยู่หน้าสุดเลย เจอแบบนี้ได้เห็นมุมมองยังกะเราได้ขี่มอเตอร์ไซด์จริงๆล่ะครับ
พอขึ้นบนมอเตอร์ไซด์ เค้าก็จะให้เราก้มตัวนั่งในท่าเหมือนขี่มอเตอร์ไซด์จริงๆในลักษณะเหมือนกึ่งนอนขี่ แต่จะไม่มีเข็มขัดล๊อคเราไว้เพราะเค้าจะมีพนักปิดทับตรงหลังเราอีกทีนึงที่ทำให้Safety กว่าเยอะเลย เมื่อพร้อมแล้ว มือก็จับแฮนด์ เตรียมแล่นออกสู่รันเวย์ !!!!!

  

พอเริ่มสตาร์ทปุ๊ป ซู้ดดดด…….. เพลงมาเป็นซาวด์ประกอบแบบในหนัง Tron เลยครับ แล้วก็ค่อยๆวิ่งโดยจะมีเสียงพูดแบบภาษาจีนประกอบ แล้วก็จะนับเลขเป็น 1,2,3,4,5 โดยตัวรถจะวิ่งแบบเร็วๆแบบซิ่งมอเตอร์ไซด์ประมาณ  5 จังหวะด้วยกันตามเลขที่นับนั่นล่ะ แป๊ปเดียวรถก็วิ่งกลับมายังจุดเริ่มต้นเรียบร้อย
ถ้าถามว่าความรู้สึกเป็นยังไง บอกได้เลยครับว่า “มันส์มากๆ” ให้ความรู้สึกเหมือนเราขี่มอเตอร์ไซด์ซิ่งจริงๆ ไม่ได้น่ากลัวแบบรถไฟเหาะที่วิ่่งปรู็ดปร๊าดไปมา ยิ่งถ้าได้นั่งหน้าสุดก็อย่างที่บอกเลยคือ จะให้มุมมองที่สมจริงครับ
และเมื่อเดินออกมาจากเครื่องเล่น จะเป็นบริเวณที่โชว์ภาพถ่ายเราบนเครื่องเล่น ตามสไตล์ของสวนสนุก เป็นภาพเราในท่าขี่มอเตอร์ไซด์ ถ้าอยากจะได้ภาพก็ไปที่เคาน์เตอร์แล้วสั่งพิมพ์ซื้อได้เลย โดยเค้าจะใส่กรอบสวยๆลวดลาย Tron มาให้เราเป็นที่ระลึกด้วย หรือหากต้องการภาพไว้ดูในมือถืออย่างเดียวเป็นระบบที่เรียกว่า “Photo Pass” ก็ให้ขอพนักงานได้ทันที เค้าจะจัดมาให้เราครับ
[หมายเหตุ : ระบบ “Photo Pass” เป็นระบบการชมภาพถ่ายแบบใหม่ที่ทาง Disney Parks ทำขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมภาพที่ต้องการหรือสั่งซื้อได้ในภายหลัง ซึ่งเป็นการปรับให้เข้ากับเทคโนโลยียุคปัจจุบันที่คนมีระบบ Social และนิยม Share ภาพกันมากขึ้น ในจุดนี้จะอธิบายระบบ Photo Pass โดยละเอียดอีกครั้งในช่วงหลังๆครับ ]


นอกจากจุดให้เราได้ซื้อภาพแล้ว ก็จะมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกให้เราได้เลือกซื้อกันด้วย โดยจะเน้นไปที่สินค้าในธีมของ Tron เป็นหลัก แต่ที่น่าสนใจก็คือเค้าใช้รูปแบบของ Mickey Mouse และเพื่อนๆมาสวมชุดเสมือนเป็นตัวละคร Tron นี่ล่ะ ทำให้มีความUnique ไปอีกแบบ ใครเป็นนักสะสมไม่ควรพลาดครับ (ผมเองก็สอยมาเหมือนกัน)

อีก 1 Attraction ใน Theme ของ Tron ก็คือ “TRON Realm, Chevrolet Digital Challenge“ครับ เห็นชื่อแล้วก็รู้เลยว่าสปอนเซอร์ใหญ่ของที่นี่ก็คือรถยนต์ค่าย Chevrolet โดยเค้าจำลองสถานที่นี้ให้เป็นคล้ายๆโลก Grid ตามเนื้อเรื่องในหนัง ข้างในจะเต็มไปเครื่องเล่นแนวมินิเกมเอาไว้หลายๆแบบที่อ้างอิงตามเนื้อเรื่อง อย่างเช่นเครื่องเล่นจำลองแบบ Virtual ให้เราได้สวมชุดและเล่นเกมโยนจานบินสู้กับตัวร้าย, ให้เราจำลองรถยนต์ในจินตนาการโดยจะได้ออกแบบรถแล้วก็นำมาแข่งในสนามแข่งรถจำลองได้ อีกทั้งยังมีโมเดลของยานยนต์ในโลกของ Tron แบบเหมือนของจริงมาตั้งไว้ให้เราสามารถถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกได้ด้วย

  

มาดู Attraction อื่นๆกันบ้าง เพราะยังมีเครื่องเล่นธีม Disney มาให้เราเลือกเล่นเหมือนกัน มีทั้ง “Buzz Lightyear Planet Rescue” เป็นเครื่องเล่นที่เราจะได้ร่วมมือกับ Buzz สู้กับจักรพรรดิ Zurg โดยใช้ปืนลำแสงยิงสะสมแต้มแข่งกัน คล้ายๆกับเครื่องเล่นที่ Hong Kong , ญี่ปุ่น หรือที่อื่นๆ ข้อแตกต่างของเครื่องเล่นที่นี่จะต่่างอยู่หน่อยก็คือตัวเป้าที่เรายิงนั้นจะเป็นไม่ใช่เป้าไฟแบบรุ่นเก่าแล้ว แต่จะเป็นเป้าอิเลคโทรนิคส์บนจอ LED เลย และบรรยากาศก็ดูใหม่และกว้างกว่าซะด้วย

สำหรับสาวกเจ้าหมาต่างดาว Stitch ก็มีเครื่องเล่น “Stitch Encounter” เป็นแนว Interactive ที่เราจะได้คุยกับ Stitch กันสดๆ แต่ขอโทษ! อันนี้เค้าเป็นภาษาจีนครับ แล้วถ้าเคยเข้าไปเล่นที่ Hong Kong หรือที่อื่นมาแล้วจะรู้ว่ามันธรรมดามากๆ สรุปแล้ว…ขอผ่าน!

แต่ถ้าหากเป็นสาวกของหนังแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Star Wars เค้าก็มี “Star Wars Launch Bay” ในห้องโถงที่ข้างในรวบรวมอะไรๆที่เกี่ยวกับ Star Wars เอาไว้ มีทั้งพร๊อพจำลองสิ่งต่างๆที่มีในหนัง (ออกแนวนิทรรศการ) มีมุมให้ได้ถ่ายรูปร่วมกับตัวละครในเรื่องซึ่งจะผลัดเปลี่ยนกันออกมาตามตาราง รวมถึงห้องจำลองบรรยากาศของยาน Millenium Falcon เผื่อใครอยากเก็บรูปเป็นที่ระลึก และที่ขาดไม่ได้คือร้านจำหน่ายสินค้าจาก Star Wars เอาใจนักสะสมเช่นกัน

  

ในส่วนของร้านค้าอีกแห่งในโซน Tomorrowland ตั้งอยู่ระหว่างเครื่องเล่น Buzz Lightyear และ Stitch Encounter จึงเต็มไปด้วยสินค้าในธีมจาก Toy Story และ Stitch เป็นหลัก


ส่วนร้านอาหารที่นี่ มีชื่อว่า “Stargazer Grill” เน้นอาหารประเภทเบอร์เกอร์เป็นหลัก โดยมีเมนูหมู ไก่ ปลา หรือแม้แต่ไก่ทอดก็มี ในชุดก็จะรวมเฟรนซ์ฟรายกับน้ำอัดลมให้ด้วยแก้วนึง (มีเมนูสำหรับเด็กด้วย)สำหรับเมนุที่ผมลองคือ BBQ Pork Burger ครับ ลักษณะเป็นเนื้อหมูบาร์บีคิวหั่นเป็นชิ้นฝอยๆอร่อยใช้ได้เลย

และแน่นอนว่าในร้านอาหารต่างๆมักจะมีชุดภาชนะที่ระลึกจำหน่ายด้วย อย่างที่นี่ก็เป็นถาดรูปมิคกี้ในชุดหมวกนักอวกาศ , เจ้าหุ่น BB แต่ที่พีคมากคือแก้วน้ำดื่ม Tron นี่แหละ! นอกจากนี้ยังมีเป๊ปซี่กระป๋องเวอร์ชันลวดลาย Grand Openning ของ Shanghai Disneyland จำหน่ายด้วยนะ แรกๆว่าจะซื้อมาเหมือนกันแต่เห็นราคาแล้วหยิบไม่ลงเลย

สำหรับส่วนของการแสดงโชว์ในโซนนี้ จะมีเวทีขนาดครึ่งวงกลมตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆทางเข้าโซน Tomorrowland ใช้สำหรับการแสดงซึ่งในช่วงนี้จะเป็น กิจกรรมชื่อ Baymax Super Execise Expo โดยมี Baymax กับ Hiro ออกมานำเด็กๆเต้นและออกกำลังกายไปด้วยกัน



CreditPicture from : Dan Brace | www.TwoLostBoys.com

 

 

Fantasyland
ถัดจากดินแดนแห่งอนาคต ก็ก้าวเท้าไปสู่โซนแห่งเทพนิยาย “Fantasyland” กันต่อเลยครับ ไม่พูดพร่ามทำเพลงแนะนำเครื่องเล่นตัวแรกของที่นี่เลย คือ “Voyage to the crystal Grotto” ที่ให้บรรยากาศสมกับเป็นเครื่องเล่นใน Fantasyland แท้ๆเพราะเป็นการนั่งเรือชมฉากจากการ์ตูนดีสนีย์เรื่องต่างๆซึ่งเน้นไปที่เรื่องของเจ้าหญิงทั้งนั้น อย่าง Beauty and the Beast, The Little Mermaid, Rapunzel และแน่นอนว่าต้องมี Mulan เป็นตัวแทนประเทศจีนมาอยู่ที่นี่ด้วย โดยรวมๆก็ออกจะเหมือน Small World ครับเพียงแต่ว่าเป็นการล่องเรือกลางแจ้งและชมฉากต่างๆที่มีไม่เยอะเหมือนจำนวนตุ๊กตาใน Small World เท่านั้นเอง

ตัวต่อไป คือ “Peter Pan’s Flight” เป็นแนวDarkLight Attraction ให้เราเข้าไปชมเรื่องราวแบบในการ์ตูนเรื่อง Peterpan ซึ่งเหมือนกับเครื่องเล่นใน Disney Parks แห่งอื่นๆ แต่จะเป็นเวอร์ชันตกแต่งใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มากขึ้นกว่าเก่าครับ
(ภายในไม่ได้ถ่ายรูปมานะเพราะมันมืดมาก)

ที่เป็นเครื่องเล่นน่าสนใจ แถมยังเป็นแห่งแรกในเอเชียด้วย ก็คือรถไฟเหาะ “Seven Dwarfs Mine Train” ครับ ซึ่งรถไฟเหาะตัวนี้เป็นเครื่องเล่นเปิดใหม่ในโซน Fantasyland เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ที่ Disneyland อเมริกา ตอนที่เปิดในช่วงนั้นเป็นที่ฮือฮาและเหล่าสาวกพากันตื่นเต้นน่าดู แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นรถไฟเหาะโหดๆนะครับ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นรถไฟเหาะตะลุยเหมืองของเหล่าคนแคระแล้ว ก็น่าจะเป็นการนั่งชิลกินลมเย็นๆเท่านั้นเอง ลักษณะเหมือนกับรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain นั่นล่ะ (ปล. มีระบบ Fastpass ด้วย หากไม่อยากพลาดแนะนำให้มากดเก็บไว้ด้วย)

อีกหนึ่งเครื่องเล่นใหม่ที่มีให้เห็นเฉพาะที่ Shanghai Disneyland แห่งนี้ มีลักษณะเป็นเขาวงกตครับ คือ “Alice in Wonderland Maze” ใช้ธีมจากภาพยนตร์เรื่อง Alice in Wonderland เวอร์ชันของ Tim Burton ด้านในจะมีลักษณะเป็นสวนสวยๆที่ดูลึกลับๆและตกแต่งด้วยพร๊อพตัวละครประหลาดๆตามแบบท้องเรื่อง โดยมีสวนของราชินีควีนโพแดงอยู่ด้านในสุด และมีไฮไลท์คือหัวของนางอันใหญ่ๆเป็นสัญลักษณ์ด้วย ดูๆไปแล้วก็ไม่ได้เป็นเขาวงกตซะทีเดียว เพราะเดินง่ายมากๆไม่มีหลงทางในนั้นแน่นอน ส่วนใหญ่จะเป็นที่เอาไว้ถ่ายรูปหรือเซลฟี่สวยๆมากกว่า

อีกโซนหนึ่งที่น่าจะถูกใจสาวกหมีพูห์ ก็คือโซนที่เต็มไปด้วยเครื่องเล่นสไตล์ Winnie the Pooh ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเล่น 2 ตัวครับ คือ “The Many Adventures of Winnie the Pooh” และ “Honey Pot Spin” อย่างแรกไม่ต้องบรรยายสรรพคุณ เพราะรูปแบบเหมือนกับเครื่องเล่นที่ Hong Kong Disneyland และ Tokyo Disneyland คือนั่งเครื่องเล่นรูปโถน้ำผึ้งเข้าไปชมเรื่องราวของหมีพูห์แบบเพลินๆ ส่วนอย่างหลัง คอนเส็ปท์คล้ายๆเครื่องเล่นถ้วยหมุนครับ เพียงแต่เปลี่ยนจากถ้วยกาแฟเป็นโถน้ำผึ้งแทนเท่านั้นเอง ที่บริเวณนี้ยังมีจุด Meet and greet ให้ถ่ายรูปกับหมีพูห์หรือเพื่อนๆได้ และยังมีร้านจำหน่ายสินค้าของ Winnie the Pooh ให้ช้อปปิ้งกันด้วย

และที่ขาดเสียไม่ได้คือปราสาท “Enchanted Storybook Castle” ครับ แลนด์มาร์กสำคัญของ Shanghai Disneyland ที่ด้านในนั้นเปิดให้เราได้เข้าไปชมด้านในด้วย มีจุดน่าสนใจหลายอย่างเลย อย่างพื้นที่ส่วนด้านล่างจะเป็นมุมพบปะกับเจ้าหญิงดีสนีย์องค์ต่างๆ ผลัดเปลี่ยนกันออกมาให้เราได้ถ่ายรูปคู่ จุดนี้คิวออกจะยาวอยู่ซักหน่อยครับ ผมเลยได้แต่ยืนดูจากข้างนอกไม่ได้เข้าไปถ่ายด้วยเลย
(เห็นเจ้าหญิงบางคนอาจจะต้องทำใจนิดนึง ชุดดูเป็นเจ้าหญิงตะวันตก แต่หน้าตาจีนมากๆ 5555)

ถัดไปหน่อยเป็นทางเดินสามารถเข้าไปชมด้านใต้ปราสาทได้ ซึ่งเค้าจะทำเป็นเหมือนโถงใหญ่ๆราวกับเราอยู่ในฮอล์ใต้ปราสาท มองขึ้นไปเห็นแชนเดอเลียสวยๆ แขวนจากเพดานที่ดูเลิศหรู (มีภาพให้ดูเปรียบเทียบของจริงกับภาพ concept image) ส่วนกำแพงรอบด้านทั้งสี่ทิศรอบๆตัวเรา จะประดับภาพโมเสกเป็นรูปเจ้าหญิงองค์ต่างๆจาก 4 เรื่อง คือ Rapunzel, Merida,Tiana และ Elsa กับ Anna นัยว่าเป็นตัวแทนของฤดูทั้ง 4 นั่นเอง

นอกจากนี้ ที่นี่ยังมี Attraction อีกตัวคือ “Once Upon A Time Adventure” ครับ โดยจะเป็นจุดให้เราได้เข้าไปชมบรรยากาศแบบคร่าวๆของการ์ตูนเรื่อง Snow White โดยเริ่มจากการเปิดหน้าหนังสือแล้วมีบันไดให้เราขึ้นไปยังชั้นบน ระหว่างทางเดินจะมีภาพปูนปั้นเจ้าหญิงดีสนีย์ที่ผ่านมาทั้งหมดรวมถึง Elsa Anna ด้วย อยู่ต้อนรับเราไปจนถึงด้านบนสุด จะเป็นห้องให้เราเข้าไปชมเรื่องราวคร่าวๆของ Snow White โดยแบ่งออกเป็นห้องประมาณ 3-4 ห้อง แล้วชมเรื่องราวผ่านจอภาพ ที่ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยฟินและออกจะน่าผิดหวังเล็กๆ แต่ถ้าหากเป็นสาวกเจ้าหญิงดีสนีย์ก็ขึ้นไปชมซักหน่อยแล้วกันครับ (ตามความเห็นส่วนตัว ผมว่าคอนเส็ปท์ของที่นี่น่าจะมีการอัพเดทการนำเสนอเรื่องราวเจ้าหญิงไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจาก Snow White ที่เป็น Disney Princess องค์แรกๆ ต่อจากนั้นอาจจะมีการปรับปรุงเปลี่ยนมานำเสนอเรื่องราวขององค์อื่นๆทยอยกันไปก็เป็นได้)

นอกเหนือจาก Once Upon A Time และจุด Meet and Greet เจ้าหญิงแล้ว ก็ยังมีทั้งร้านอาหาร “Royal Banquet hall” คอนเส็ปท์แบบภัตตาคารที่บริการเมนูแบบหรูเล็กๆและราคาราวๆ 300-500 หยวน และยังมีร้านจำหน่ายสินค้า “Be Out Quest Boutique” จำหน่ายสินค้าแนวเลิศหรูเล็กๆทั้งพวกแก้วคริสตัล, เครื่องประดับต่างๆ ออกราคาแพงไฮโซอยู่ซักหน่อย ไฮไลท์สำคัญในร้านก็คือปราสาท Enchanted จำลองประดับคริสตัลสดใส เห็นราคาแล้วได้แต่มองตาปริบๆ

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสินค้าทั่วไปนะครับ เพราะที่โซนนี้มีร้านจำหน่ายสินค้าดีสนีย์อื่นๆ อยู่อีกหลายร้าน โดยเน้นที่คาแรคเตอร์จากการ์ตูนเทพนิยายเป็นหลัก รวมไปถึงสินค้าเจ้าหญิงต่างๆด้วย
 

มาดูที่ร้านอาหารกันนิดนึงครับ มีร้านอาหารที่น่าสนใจอยู่ 2 แห่งด้วยกันที่ขอแนะนำ แห่งแรกคือ “Tangled Tree Travern” ใช้ธีมจาก Rapunzel โดยจำลองบรรยากาศให้เหมือนกับร้านผับ the Snuggly Duckling เน้นอาหารแบบเอเชียนนิดๆ อย่างเช่น ไก่ย่าง, ไก่เสฉวน หรือเนื้อมองโกเลียน

อีกแห่งนึงก็คือ “Pinocchio Village Kitchen” ใช้ธีมจาก Pinocchio ภายในตกแต่งบรรยากาศด้วยภาพจากในการ์ตูนอยู่เต็มไปหมด  ส่วนเมนูอาหารจะแบ่งเป็นครัวย่อยๆให้เราเลือก มีทั้งหมวดข้าวหน้าต่างๆ, อาหารจานร้อน , อาหารจีน และพิซซ่า อย่างเมนูที่ผมได้ลองจัดมาก็คือ ข้าวผัดกุ้งโปะด้วยหมูบาร์บีคิว พอได้มานีมีอึ้งจริงๆ เหมือนข้าวผัดแปะด้วยกุ้งแช่แข็งที่พึ่งทำร้อนๆมามากกว่า แต่ก็โอเค ถือว่ารับได้ (ส่วนข้างๆเป็นเครื่องดื่มเย็นแบบ Float อร่อยดีเหมือนกัน)

  

และเมื่อร้านอาหารที่โซน Tron เค้ามี Souvenir ขายแล้ว มีรึที่ที่นี่จะไม่มีขาย จะบอกว่ามีเหมือนกันครับ ทั้งจานสวยๆลายหัวมิคกี้และแก้วน้ำลายพินอคคิโอเลย

อีก 1 ร้านที่เจอแต่ว่าวันที่ผมไปเค้าปิดบริการคือ “Celebration Cafe” ดูจากหน้าร้าน ออกจะตกแต่งน่ารักๆแบบเอาใจคุณหนูๆ โดยเน้นจำหน่ายเมนูอาหารประเภท ข้าวราดและพิซซ่า ไม่รู้มีอะไรอีก ใครๆว่างแวะไปดูแล้วบอกกันบ้างนะ

อ้อ…เกือบลืมไปอย่างเลย แถมไม่แนะนำไม่ได้ซะด้วย นั่นก็คือการแสดงโชว์เด็ดประจำโซนนี้ครับ นั่นก็คือ “Frozen Sing a Long Celebration” ที่มีในดีสนีย์ปาร์กฝั่ง อเมริกาและปารีสมาแล้ว โดยที่นี่จะมีรูปแบบการแสดงเหมือนกันหมด คือการร้องเพลงต่างๆจาก Frozen และตัวละคร Anna Elsa Olaf Kristoff มากันพร้อมหน้า ต่างกันอย่างเดียวคือ เพลงที่ร้องเป็นภาษาจีนหมดเลย
เราก็ได้แต่นั่งฟังและอินไปแบบเนียนๆ

   

 

เป็นอันครบถ้วนการแนะนำโซนทั้งสองของปาร์ก แถมยังเป็นโซนใหญ่และสำคัญประจำดีสนีย์แลนด์ซะด้วย ตอนนี้เลยยาวอยู่ซักหน่อยครับ
ตอนหน้า…จะพาไปสำรวจโซน Treasure Cove และ Adventure Isle กัน