Japan Special Section ! พาเที่ยว Legoland Japan สวนสนุกแห่งใหม่ล่าสุดในญี่ปุ่น

เห็นหัวข้อแล้วอาจจะแปลกใจกันหน่อยนะครับว่าทำไม Website เกี่ยวกับ Disney แต่กลับมีเรื่องราวเกี่ยวกับสวนสนุกอื่นๆหรือเกี่ยวกับญี่ปุ่นมารวมอยู่ด้วย ก็ขออธิบายนิดนึงครับว่าส่วนนี้เป็น Part พิเศษที่เพิ่มเข้ามา เนื่องด้วยผมเองจะชื่นชอบเรื่องราวของสวนสนุกและพิพิธภัณท์ในญี่ปุ่นรวมถึงชอบประเทศญี่ปุ่นอยู่แล้ว ก็เลยมีโอกาสได้ไปเที่ยวอยู่บ่อยๆและได้แวะเวียนไปเที่ยว Themepark ใหม่ๆอยู่เสมอ ก็เลยขออาศัยพื้นที่ของเว็บ Disneythaitown.com มาเป็นเนื้อหา Section พิเศษพาเที่ยวสถานที่แนว Themepark ,พิพิธภัณท์ หรือหัวข้อที่น่าสนใจในญี่ปุ่นเข้ามาซะเลย ทั้งนี้หากใครสนใจอยากสอบถามข้อมูลก็สามารถสอบถามเพิ่มเติม หรือติดตามได้ที่เพจ Facebook : เที่ยวญี่ปุ่น – Amusement Parks, Themepark and  Museum
(https://www.facebook.com/JapanThemeparkMuseum)  นะครับ
————————————————————————————————————–

เป็นที่ทราบกันดีว่า สวนสนุกแบรนด์ดังระดับโลกที่ตั้งอยู่ในญี่ปุ่นนั้น มีอยู่ 2 แห่งด้วยกัน ก็คือ Tokyo Disney Resort ซึ่งตั้งอยู่ใน Tokyo และ สวนสนุก Universal Studio Japan ซึ่งตั้งอยู่ใน Osaka โดยสวนสนุกทั้งสองแห่งก็เปิดให้บริการมานานหลายปีแล้วและก็เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งคนญี่ปุ่นเองและชาวต่างชาติมากมาย ซึ่งแต่ละที่ก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันแต่ก็เหมือนจะแข่งขันกันมาตลอดโดยต่างฝ่ายต่างก็พยายามจัดอีเวนท์พิเศษเข้ามาเพื่อดึงดูดลูกค้าตัวเองอยู่เรื่อยๆ โชคดีอยู่อย่างที่ ทั้งสองแห่งนั้นอยู่กันคนละฝั่งของญี่ปุ่นคือ Tokyo และ Osaka ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องลำบากใจ ไปฝั่งไหนก็เที่ยวปาร์กฝั่งนั้นได้ทันที

แต่ล่าสุด ก็ได้เวลาของสวนสนุกแบรนด์ระดับโลกอีกแห่งเข้ามาเปิดทำการแย่งพื้นที่ลูกค้าอีกแห่งนึงแล้วครับ นั่นก็คือ “Legoland Japan” ซึ่งบรรดานักเล่นของเล่นคงรู้จักกันดีกับเจ้าตัวต่อบล๊อคพลาสติกแบรนด์นี้(Lego) ซึ่งมีประวัติมายาวนานไม่แพ้กัน โด่งดังจากการเป็นของเล่นเสริมทักษะ แล้วก็ขยายไลน์กลายมาเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ในที่สุด

สำหรับสวนสนุก Legoland Japan นี้ เป็นสวนสนุก Legoland แห่งที่ 8 ของโลกและเป็นลำดับที่ 2 ของ Legoland ในเอเชีย(ที่แรกอยู่ใน Malaysia) ครับ ลักษณะเป็น full-scale outdoor amusement park  หรือสวนสนุกกลางแจ้งขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในจังหวัด Aichi หรือเมือง Nagoya อีก 1 เมืองใหญ่ของญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในเขต Chubu หรือใจกลางของประเทศญี่ปุ่นพอดี งานนี้จะเห็นได้ว่า Location ของ Legoland Japan นั้นเป็นอะไรที่ลงตัวพอดี คือมาอยู่ในเมืองใหญ่อย่าง Nagoya และไม่ต้องหนักใจกับคู่แข่งระดับโลกอย่าง Tokyo Disney Resort และ Universal Studio Japan เพราะต่างฝ่ายต่างก็แยกกันไปคนละเขต (แต่ที่ต้องหนักใจคงเป็นนักท่องเที่ยวเราๆนี่แหละ แบ่งใจไม่ถูกกันเลยทีเดียวว่าจะไปไหนดี)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จะว่าไปแล้ว เรื่องของ Legoland ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็มี “Legoland Discovery Center” เป็นสวนสนุกขนาดเล็กแบบในร่มเปิดขึ้นอยู่ก่อนแล้วทั้งที่ Tokyo และ Osaka ซึ่งก็เหมือนเป็นการนำร่องก่อนจะเปิดเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ของจริง แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างโดยเฉพาะการที่ใครจะเข้ามาจะต้องมีเด็กเข้ามาด้วย เพราะที่นี่เค้าเน้นให้เป็นสวนสนุกสำหรับครอบครัวเป็นหลัก แต่สำหรับ Legoland Japan นี้ จะไม่ได้มีข้อจำกัดมากมายแล้วครับ ใครๆก็สามารถเข้าได้เหมือนกันหมด โดย Legoland Japan ก็พึ่งจะเปิดให้บริการเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2017 ที่ผ่านมานี้เอง งานนี้ก็บังเอิ๊ญเลยว่า ผมมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นในช่วงที่ว่าพอดี ก็เลยขอถือโอกาสไปประเดิม เดินเที่ยวและสำรวจสวนสนุกแห่งนี้ซะหน่อยล่ะ ว่าจะเป็นยังไง ตามผมมาเลยครับ

เริ่มจากการเดินทางมายัง Legoland Japan ซะก่อน โดยผมขอแนะนำให้เราเริ่มจากสถานีรถไฟ JR Nagoya เลยครับ (หากพักที่ Nagoya ด้วยเลยก็สะดวกมาก) แล้วขึ้นรถไฟสวย Aonomi Line ซึ่งเป็นสายเอกชนสายหนึ่ง(JR Pass จะใช้ไม่ได้นะ) แล้วนั่งยาวจนสุดสายมาถึงสถานี Kinjo Futo Station ซึ่งตั้งอยู่เกือบจะติดอ่าว Nagoya ใช้เวลาราวๆ 20 นาทีก็ถึงแล้ว

ทั้งนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะขึ้นผิดครับ เพราะหากเริ่มต้นจากสถานี JR Nagoya รถไฟสาย Aonomi Line นี้จะมีทางเข้าอยู่ทางใกล้ๆกับประตูสถานีฝั่งทิศตะวันตกและมีป้ายบอกเอาไว้ ซื้อตั๋วเสร็จเดินเข้าไปก็จะเจอบันไดที่ตกแต่งเป็นลวดลาย Legoland และป้ายโฆษณา Legoland Japan ติดอยู่เต็มไปหมดเลย และถ้าโชคดีมาถึงชานชาลา บางครั้ง เราจะได้เจอกับขบวนรถไฟ Legoland Liner ซึ่งเค้า Wrapลวดลายน่ารักๆของอาณาจักร Legoland ลงบนขบวนรถไฟทั้งด้านนอกและด้านใน โดยแต่ละตู้รถก็จะแบ่งเป็นภาพธีมต่างๆเช่น ธีมผจญภัย ธีมใต้สมุทร ธีมLego City เรียกได้ว่านั่งในตู้ไหนก็ชวนตื่นเต้นทุกตู้เลย

นั่งมาเพลินๆจนถึงสถานี Kinjo Futo Station เป็นที่เรียบร้อย ก็เดินออกตรงทางออกด้านขวามือของสถานีเลยครับ แล้วจะเป็นทางเดินลอยฟ้าให้เราเดินผ่าน Outlet เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่แห่งนึง จะมาโผล่ที่ Community Mall เล็กๆที่มีชื่อว่า “Maker’s Pier”  โดยเราจะต้องเดินตัดผ่านร้านค้าเหล่านี้ซะก่อน ก็จะทะลุออกมาเป็นทางเข้า Legoland Japan ของจริงครับ (ส่วนร้านค้านั้น ตอนเย็นๆค่อยกลับมาเดินก็ได้)

เมื่อทะลุโซนร้านค้าผ่านออกมาแล้ว ก็จะเป็นหน้าทางเข้าของจริงละ วันที่ผมไปนั้นตรงกับวันอังคารที่ 4 เมษายน ในช่วงสัปดาห์แรกที่ปาร์กเปิด ซึ่งทีแรกก็คิดว่าในสัปดาห์แรกที่ธีมปาร์กเปิดใหม่ๆคนจะต้องแห่กันมาเที่ยวแน่นอน แต่ตรงกันข้ามครับ ดูท่าทางคนจะไม่ค่อยเยอะมากเท่าที่คิด แต่ถ้าหากเรามาในช่วงเช้าตั้งแต่ก่อนปาร์กเปิดก็ต้องยืนต่อแถวรอกันซักหน่อย (ช่วงที่ผมไปนั้น ปาร์กเปิดในเวลา 10.00 น. ถึง 19.00 น.เลย แต่ถ้าเป็นช่วงหลังจากนี้ในวันธรรมดาบางวันจะเปิดถึง 17.00 น.เท่านั้น อาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าตั๋วซักเท่าไหร่)

อ้อ….ดูเหมือนตรงด้านหน้ายังมีบางส่วนที่สร้างไม่เสร็จด้วย ดูแล้วแอบชวนให้เข้ากับ concept ของการก่อสร้างด้วยตัวต่อ Lego อยู่เหมือนกัน นอกจากนั้นโซนสำคัญอีก 2 อย่างก็คือ โรงแรม Legoland Hotel และ Sea Life ซึ่งเป็นอแควเรียมแห่งใหม่ของที่นี่ ก็อยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน กำหนดเปิดในปีหน้า 2018 ครับ

พอถึงเวลาเปิดบริการ แถวๆก็จะค่อยๆเคลื่อนไปถึงหน้าทางเข้าครับ ก็จะชวนตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆกับบรรยากาศบริเวณโซนด้านหน้าของปาร์ก ที่ยิ่งค่อยๆเคลื่อนแถวเข้าไปด้านใน ก็จะค่อยๆเห็นสิ่งก่อสร้างรอบๆอย่างชัดเจนขึ้น เห็นการตกแต่งในบรรยากาศของ Lego และมีตัวมินิฟิกเกอร์คนในอิริยาบทต่างๆอยู่เต็มไปหมด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จากนั้น จะมีส่วนให้แยกแถวออกเป็น 2 ส่วนนะครับ ใครที่มีบัตรอยู่แล้วหรือได้ทำการซื้อบัตรแบบออนไลน์ที่มีตั๋วแบบ QR Code ให้พิมพ์ออกมาก็สามารถเข้ามาตรงทางเข้าได้เลย แต่หากเราจองตั๋วออนไลน์แล้วมีแต่ Code รหัสจองธรรมดา จะต้องมาที่บู้ทจำหน่ายตั๋วเพื่อเปลี่ยนเป็นตั๋วจริงเสียก่อน สำหรับผมเป็นกรณีหลังครับ คือมีแต่รหัสจอง(อาจจะเป็นเพราะจองตั้งแต่วันแรกๆที่เค้าเปิดจำหน่ายตั๋วออนไลน์) แต่พอดีคุณยามท่านนึงให้ผมต่อแถวตรงส่วนที่มีบัตรแล้ว พอมาถึงตรงจุดสแกนทางเข้า พนักงานก้งงๆ ก็เลยบอกกับพนักงานว่า Staff ตรงด้านหน้าบอกให้ผมมาต่อแถวคิวนี้ เค้าก็เออๆออๆ แล้วก็เรียก Staff อีกคนมาพาไปยังห้อง Servie เพื่อออกบัตรแบบทางการให้อีกรอบ แล้วก็ Scan บัตรเค้าให้ตรงนั้นเลยไม่ต้องย้อนไปต่อแถวใหม่ ก็เป็นอะไรที่ Service ดีมากๆ

(ถ้ายังไม่มีบัตรหรือยังไม่ได้ตั๋วแบบ QR Code จะต้องมาที่ช่องจำหน่ายตั๋วก่อนนะครับ)

…………………..เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เข้าไปด้านในกันเลยดีกว่า พอเข้ามาบริเวณโซนด้านหน้าจะเป็นเหมือนโถงขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยอาคาร สองด้าน ด้านซ้ายเป้นร้านจำหน่ายสินค้าของ Lego ซึ่งเป็นร้านใหญ่มากกกก ไว้ดักคนให้มาซื้อของได้แต่เช้า หรือไม่ก็ไว้ซื้อตอนจะกลับบ้านก็ได้ ด้านขวามือเป็นส่วน Service ลูกค้าและร้านอาหาร ตรงกลางมีหุ่นยักษ์เจ้าไดโนเสาร์Lego ตั้งต้อนรับอยู่ด้วย อ้อ..ในช่วงที่ผมไป ถ้าเดินเข้ามาแล้วจะมีพนักงานของ Legoland ยืนแจกของที่ระลึกด้วย พอเราเดินเข้าไปจะไปเอาเค้ากลับบอกว่าให้เฉพาะเด็กเท่านั้น งานนี้เลยเงิบเลย >_<

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอาล่ะ …มาดูพื้นที่หลักๆของ Legoland ก่อนดีกว่าครับ โดยเอาแผนที่มาให้ดูให้เห็นภาพรวมก่อน Legoland Japan นั้นจะมีโซนต่างๆทั้งหมด 7 โซนด้วยกัน หากดูจากแผนที่ด้านล่างนี้ ข้างล่างสุดคือส่วนทางเข้าครับ ซึ่งบริเวณนี้จะเรียกว่า “Factory” เป็นเหมือนส่วนต้อนรับการเข้ามาสู่ Legoland Japan ถัดขึ้นไปก็จะเป็นโซน “Bricktopia” เน้นเรื่องราวรวมๆของ Lego มากขึ้นมีทั้งส่วนเครื่องเล่นเล็กๆน้อยๆ และเวทีแสดง ซึ่งตรงนี้จะมีแลนด์มาร์กหลักของ Legoland เป็นหอคอยสูง 50 เมตรด้วย  ถัดมาจากซ้ายกลางวนตามเข็มนาฬิกาไปถึงด้านขวา จะเป็นโซนที่แบ่งตามธีมของเล่นเลโก้แต่ละหมวดคือ “Pirate Shores” เป็นแนวโจรสลัด “Knight’s Kingdom” เกี่ยวกับยุคอัศวิน “Lego City” เป็นแนวเมืองเลโก้ และ “Adventure” หมวดผจญภัยแนวอินเดียน่าโจนส์ และปิดท้ายด้วยส่วนตรงกลางสุดของปาร์ก จะเป็น “Miniland” หรือเมืองจำลองที่ใช้บล๊อคเลโก้ล้วนๆมาต่อให้เป็นเมืองจำลองขนาดย่อมๆ

เอาล่ะ เราเข้ามาดูทีละส่วนเลยครับ เริ่มจาก “Factory”กันต่อเลย นอกจากร้านจำหน่ายสินค้า Lego “The Big Shop” แล้ว(อันนี้เดี๋ยวพาเข้าไปดูตอนท้ายสุดนะ) ก็จะมีร้านอาหารเป็นร้าน “Factory Sandwish” จำหน่ายอาหารเมนูประเภทแซนด์วิช, พาย,สลัด มีส่วนที่เป็นศูนย์ Service นักท่องเที่ยว และร้าน Photo Shop จัดจำหน่ายภาพที่ถ่ายโดยตากล้องในบริเวณรอบๆปาร์กที่จะ stand by อยุ่ตามจุดถ่ายรูปต่างๆ เมื่อถ่ายรูปเราแล้วก็สามารถมาเลือกซื้อภาพที่ชอบจากที่นี่ได้

 

ที่นี่มี Attraction หนึ่งที่น่าสนใจก็คือ “Lego Factory Tour” ครับ ด้านในจะบอกเล่าประวัติความเป็นมาของเจ้าตัวต่อบล๊อคเลโก้นั่นแหละว่ามีที่มาตั้งแต่ต้นยังไง จนกระทั่งมีการขยายไลน์สินค้าเป็นรูปแบบต่างๆ โดยจะเริ่มจากการฉายภาพยนตร์แนะนำและปิดท้ายด้วยการพาชมโรงงานจำลองการสร้างบล๊อคเลโก้ว่าจากเม็ดพลาสติกธรรมดากลายมาเป็นบล๊อคแต่ละชิ้นนั้นเป็นอย่างไร  สิ่งที่ Surprise ก่อนจะออกจากโรงงานก็คือ เราจะได้รับบล๊อคเลโก้ที่พิมพืคำว่า “Factory” กลับมาเป็นที่ระลึกด้วยนะ งานนี้ฟิน! เพราะได้ของฟรีละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(ของที่ระลึกที่ได้รับแจกตอนกำลังจะออกจากโรงงาน)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พอเดินออกจากโรงงานเลโก้เรียบร้อย จะเป็นร้านค้าเล็กๆครับ มีชื่อว่า “Pick A Brick” ที่เหมือนเป็นการต่อยอดจากโซน Factory คือมีชิ้นส่วนบล๊อคเลโก้รูปทรงต่างๆให้เราได้ซื้อไป สำหรับนักเล่นหรือนักต่อบล๊อคจะได้ตัวบล๊อคแบบที่ต้องการมาเอาไปใช้ต่อหรือเล่นกับของเล่นทีตัวเองมีอยู่ก็ได้ โดยเค้าจะแบ่งชิ้นส่วนเป็นช่องๆ ช่องละสีเรียงตามโทน แค่เราเลือกชิ้นที่ต้องการใส่ในภาชนะที่เค้าเตรียมให้แล้วก็จ่ายกะตัง เป็นอันเสร็จพิธี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จริงๆแล้วร้าน Pick a Brick นี้ถือว่าเป็นร้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโซนถัดมาแล้วครับ คือ “Bricktopia” ซึ่งจะเริ่มมีทั้งเครื่องเล่น และร้านค้าให้เห็นเยอะขึ้นแล้ว นอกจากร้านนี้ก็ยังมีร้านขายของที่น่าสนใจอีกแห่งก็คือ Minifigure Market ซึ่งจะเน้นจำหน่ายสินค้าตัวฟิกเกอร์คนจาก Lego มีทั้งพวงกุญแจ ชิ้นส่วนเล็กๆน้อยๆ และมีมุม Handmade ให้เราได้เลือกสร้างตัว Figure ตามใจชอบจากชิ้นส่วนที่เตรียมไว้ให้ จำนวน 3 ตัว ครับ (แบบให้เลือกออกจะน้อยไปซักหน่อย แต่ก็พอโอเคนะ ถ้าคิดว่าเก็บไปเป็นที่ระลึก)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เลือกชิ้นส่วนที่เค้าเตรียมให้ มาสร้างเป็นฟิกเกอร์ได้ตามใจชอบ 3 ตัวใส่ในกล่องที่ระลึก

ส่วนของเครื่องเล่นหลักๆที่นี่ก็จะมีหลายตัวหลากหลายกันไปครับ เริ่มจากไฮไลท์ก่อนเลยถ้ามาแล้วไม่ขึ้นถือว่าพลาดมากๆ ก็คือหอคอย Observation Tower ที่มีความสูง 50 เมตร ลักษณะจะเป็นโถงวงกลมมีที่นั่งที่เรียงเป็นวงกลมรอบฐานและหันออกเพื่อให้เห็นวิวผ่านกระจกในมุมมองพาโนรามา ให้เราได้เห็นวิวรอบๆ Legoland Japan และยาวไปถึงส่วนอื่นๆทั้งส่วนทะเลริมอ่าวเมืองนาโกย่า สะพานแขวนแบบที่ชวนให้ฟินกับวิวสวยๆกันเลยทีเดียว

 

นอกจากนี้ก็จะเป็นเครื่องเล่นแบบเบาๆ ชิลๆ เป็นพวกม้าหมุน , ถ้วยหมุน และโซน Duplo Village ซึ่งเป็นโซนจากสินค้าเลโก้ในธีม “Duplo” ที่เป็นบล๊อคของเล่นสำหรับเด็กเล็ก(ประมาณวัยต่ำกว่า 5 ขวบ) ข้างในจะเป็นเครื่องเล่นแบบเบาๆสำหรับให้ผู้ใหญ่ได้เล่นกับเด็กเล็กเป็นหลักเช่นนั่งรถไฟเล็ก หรือต่อบล๊อค Duplo ที่ขยายเป็นชิ้นใหญ่ให้เล่นง่ายขึ้น

นอกจากนี้ก็เป็นโซนพัฒนาทักษะและส่งเสริมแนวคิดการสร้างสรรค์ของเด็กๆ ซึ่งตรงนี้บอกได้เลยว่าโดนใจมากๆ ชอบคอนเซ็ปท์ที่เค้าแบ่งเป็นจุดให้เรียนรู้ในเรื่องต่างๆ เช่นทดสอบความแข็งแรงของบล๊อคที่ให้เราสร้างเป็นอาคารหรือตึกสูงแล้วทดสอบว่าหากแผ่นดินไหวว่าจะพังไหม, ให้ออกแบบรถแข่งเพื่อใช้แข่งกันจริงๆว่าใครออกแบบรถให้วิ่งได้เร็วกว่ากัน, ทดสอบของเล่นว่าจะลอยในอากาศได้นานขนาดไหน เป็นต้น งานนี้เด็กๆจะได้ต่อของเล่นเลโก้ตามใจชอบแล้วยังได้เรียนรู้ไปด้วย

อีก 1 Attraction ที่บอกได้เลยว่าน่าสนใจและไม่ควรพลาด อันนี้เป็นโรงละครครับ โดยจะมีการแสดงชุด “Lego NinjaGo Live” มีเนื้อหาอ้างอิงจากของเล่นในธีมชุดนินจา NinjaGo เนื้อหาการแสดงจะเป็น LiveShow ครับ แสดงโดยบรรดาตัวละคร NinjaGo ซึ่งจริงๆแล้วก็คือหุ่นเชิดโดยคนในแต่งชุดสีดำล้วนๆ ตามแบบฉบับของหุ่นเชิดญี่ปุ่นที่เรียกว่า Bunraku (文楽) ผสมผสานกับการใช้เทคนิค Projection Mapping ลงบนเวทีแสดง เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่เข้ากันมากๆ แนะนำว่าไม่ควรพลาดเด็ดขาด (ในโรงละครเค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปครับเลยมีแต่ภาพข้างนอกให้ดูนะ)

มาดูเรื่องของกินต่อเลยครับ แนะนำก่อนเลย ร้านแรกอยู่ใกล้ๆกับโรงละคร NinjaGo Live นี่แหละ มีชื่อว่า “Abominable Slushes” หรือเครื่องดื่มปั่นเย็นๆคล้ายๆกับ Slurpy บ้านเราเพียงแต่ว่าจะมีรสชาติให้เลือกหลายๆรส สามารถกดแบบผสมกันได้ก็จะเห็นตัวเครื่องดื่มเป็นชั้นๆ แถมเค้ายังมีจำหน่ายแก้วแบบพิเศษเป็นทรงสูง ซื้อแล้วสะพายเดินไปไหนมาไหนได้ด้วย เป็นจุดขายอย่างนึงของร้านนี้ทีเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นอกจากนี้ก็มีร้านจำหน่ายขนมและ Popcorn ตามสไตล์ของสวนสนุกที่จะต้องมี ร้านจำหน่ายขนมจะเป็นทอฟฟี่ทั่วๆไป แต่มันพิเศษตรงกล่อง Package ที่ทำเป็นตัวบล๊อคเลโก้ เข้ากั๊นเข้ากันกับคอนเส็ปท์ของสวนสนุก ถ้าใครจะซื้อก็คงซื้อเพราะกล่องแพคเกจนี่แหละ ส่วนร้านจำหน่าย Popcorn จะตั้งอยู่ใกล้ๆกับหมู่บ้าน Duplo Village ครับ มีให้เลือกทั้งแบบใส่ถ้วยธรรมดา และแบบถังที่ออกแบบเป็นลายพิเศษตอนนี้เป็นลวดลาย Grand Openning ครับ (ในรูปป้ายราคามันสลับกันนะ ถังจะแพงกว่า)

ภาพโปรโมตจาก Website Legoland Japan

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอาล่ะครับ คราวนี้เราจะเริ่มไปต่อที่โซนอื่นๆที่แบ่งตามธีมของของเล่นเลโก้กันละนะ โดยผมจะพาชมเรียงลำดับโซนตามเข็มนาฬิกา โดย(ดูแผนที่นะ) จะเริ่มจากโซน “Pirate Shores” ก่อนเลยครับ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าโซนนี้จะยึดธีมตามของเล่นเลโก้ในธีมโจรสลัดทีจำหน่ายออกมา ซึ่งธีมโจรสลัดนี้ ทาง Lego เค้าเริ่มออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1989 และมีของเล่นในธีมนี้ออกวางจำหน่ายต่อเนื่องมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันก็อัพเดทรวมไปถึงซีรีย์จากภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Caribean ของ Disney อีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องเล่นหลักประจำธีมนี้มีชื่อว่า Splash Battle ครับ ลักษณะเป็นเครื่องเล่นรูปทรงเรือ โดยเราจะลงไปนั่งแล้วจะล่องไปบนทางน้ำ จนกระทั่งเจอโจรสลัด ที่ข้างเรือก็จะเป็นปืนใหญ่ซึ่งจริงๆก็คือปืนฉีดน้ำเอาไว้ยิงใส่โจรสลัด จำลองเหมือนเวลาเราสู้กันนั่นเอง สำหรับเครื่องเล่นนี้อาจจะมีการเปียกอยู่บ้าง ถ้ากลัวเปียกก็มีเสื้อกันฝนขายนะ(เอากะเค้าสิ)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เครื่องเล่นอีกตัวคือ Anchors Away รูปร่างเหมือนเรือลำย่อมๆ ซึ่งทีแรกผมนึกว่าจะมีแนวเป็นเหมือนเครื่องเล่นเรือไวกิ้ง แต่ไม่ใช่ครับ ! ตัวเรือจะค่อยๆเคลื่อนที่หน้าหลังแล้วก็จะเริ่มหมุนเป็นวงกลม ลักษณะเหมือนเรือกำลังฝ่าคลื่นพายุและทะเลวน ออกจะชวนหัวหมุนได้เล็กน้อย

นอกจากตัวเครื่องเล่น ก็จะมีสนามเด็กเล่นจำลองในรูปแบบเรือโจรสลัดให้เด็กๆได้ปีนป่ายเล่นกันด้วย และรอบๆก็จะมีพร๊อพตัวเลโก้ต่างๆตั้งเอาไว้ เป็นจุดถ่ายรูปสนุกๆให้เลือกถ่ายรูปเล่นได้เยอะทีเดียวครับ

 

อีกทั้งยังมีร้านเกมสไตล์งานวัด ให้เล่นเพื่อรับรางวัลเล็กๆน้อยๆ รวมถึงร้านจำหน่ายสินค้า ประจำโซน แน่นอนว่าสินค้าที่จำหน่ายที่นี่ก็จะเน้นไปที่ของเล่นและสินค้าหมวดโจรสลัด และพร๊อพต่างๆเกี่ยวกับโจรสลัดนั่นเอง

และถ้าหิวขึ้นมา ในโซนนี้จะไม่มีร้านอาหารครับ แต่จะมีร้านจำหน่ายของว่างเล็กๆน้อยๆเท่านั้น อย่างเช่นขนมชูรอส

เมนูขนมชูรอส (ภาพจาก Legoland Japan Website)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอาล่ะครับ พาไปชมเรียบร้อยทั้ง 3 โซน ยังเหลืออีก  4 โซนที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลย แต่ถ้าลงต่อเนื่องให้ชมกันหน้าเว็บนี้อาจจะต้องโหลดกันนานเพราะรูปเยอะมาก เลยขอผลัดไปตอนที่ 2 นะครับ ยังไงอย่าลืมติดตามชมกันนะ รับรองว่ารีวิวจัดเต็มเช่นกันครับ
และสามารถติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสวนสนุกและพิพิธภัณท์ของญี่ปุ่นได้ที่ https://web.facebook.com/JapanThemeparkMuseum

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *