พาชมบรรยากาศนิทรรศการ Art of Disney ที่ Osaka

Spread the love

ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้ลงข่าวเกี่ยวกับงานนิทรรศการศิลปะ “Art of Disney ” ที่จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นมาให้ทราบกันแล้ว ( http://disneythaitown.com/index.php/2017/10/03/event2017_artofdisney )

โดยงานนิทรรศการนี้ ได้เริ่มจัดขึ้นที่กรุงโตเกียวตั้งแต่ราวเดือนเมษายนปีที่แล้ว(2017) ครับ จากนั้นก็ได้ย้ายมาจัดต่อกันที่เมืองโอซาก้า ระหว่างวันที่ 14 ตุลาคม 2017 จนถึงวันที่ 21 มกราคม 2018 ที่ผ่านมานี้เอง ผมเองได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ทีแรกก็วางแผนว่าจะอยู่แค่ในโตเกียวเท่านั้น แต่พอนึกถึงงานนี้ได้ก็เลยต้องเปลี่ยนแผนแบบเร่งด่วนเพื่อที่จะไปโอซาก้าเพื่อชมนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ

คอนเส็ปท์ของงานนี้ก็คือการแสดงภาพผลงานต้นแบบของการ์ตูนดีสนีย์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ตัวละคร “Mickey Mouse” ที่เป็นผลงานเริ่มต้นของ Walt Disney (แบบเป็นทางการ) มาเป็น “Snow White and the Sever Dwarfs” ภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องแรก มาจนถึงภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง “Moana” โดยจะบอกเล่าถึงการรังสรรค์ผลงานที่มีการพัฒนามาเรื่อยๆ ทั้งในด้านของจินตนาการ, แนวคิดการสร้างสรรค์ประกอบกับการใช้เทคนิคใหม่ๆที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นเรื่อยๆของการ์ตูนเรื่องต่างๆของ Disney 

สำหรับงานนี้ เค้าจัดขึ้นที่ Osaka City Museum of Fine Arts ครับ อยู่ในย่านเขต Tennoji ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่น่าสนใจมากมาย ทั้งวัด Shitennoji, สวนสัตว์ Tennoji, หรือตึก Abeno Harukas ที่เป็นตึกสูงที่ได้สถิติอาคารสูงสุดในญี่ปุ่นในขณะนี้

ภาพจาก : anngle.org

ส่วนของการเดินทางมาที่นี่ ผมก็นั่งรถไฟมาลงที่สถานี JR Tennoji ครับ แล้วก็ออกมาตามทางเดินซึ่งจะมีบอกอยู่แล้วว่า การเดินทางไป ยัง Osaka City Museum of Fine Arts ต้องไปยังไง ซึ่งก็ไม่ยากอยู่แล้ว เนื่องจากว่าที่นี่ถือเป็นสถานที่หนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Tennoji Park เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่เสมือนปอดของคนโอซาก้าที่หนึ่ง และที่นี่เองก็เป็นที่ตั้งของทั้ง Osaka City Museum of Fine Arts และสวนสัตว์ Tennoji ติดๆกันเลย ถ้ามาที่นี่ก็สามารถเดินถึงกันได้แบบไม่ไกล

ตลอดเส้นทางเดินไปยังพิพิธภัณท์ก็ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะหลง เพราะว่ามีป้ายบอกทางอยู่ตลอดเวลาว่าให้ไปทางไหน ผมใช้วิธีลอดใต้ดินผ่านชอปปิ้งมอลล์ไปยังอีกฝั่งนึงก็เจอทางขึ้นเรียบร้อย

จากนั้นก็เดินไปตามเส้นทางในสวน Tennoji จนมาถึงตัวอาคารพิพิธภัณท์ในที่สุด แบบไม่ต้องห่วงว่าจะมาผิดที่ เพราะตรงด้านหน้าเค้ามีป้ายบอกเรียบร้อยว่าขณะนี้กำลังจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ Art of Disney มีภาพโปรโมทให้เห็นอย่างชัดเจน

ตรงหน้าทางเข้าก็มีป้ายแบนเนอร์ขนาดใหญ่บอกไว้อีกทีนึงว่า ให้เข้าไปในนี้แหละ ถูกแล้ว !!!!

มาถึงแล้วก็จัดการซื้อบัตรทันทีครับ ค่าเข้าชมในวันนั้นอยู่ที่ 1,600 เยนซึ่งถือว่าแพงไม่ใช่เล่นเลย เพราะว่าเค้าเหมารวมค่าเข้าชมส่วนที่เป็นนิทรรศการหลักของที่นี่เข้ามาด้วย ก็เลยมีราคาสูงด้วยประการละฉะนี้

พอเดินเข้ามาด้านใน ก็ส่งบัตรให้เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณท์ฉีกหางบัตรส่วนล่างไปครับ ส่วนบนเราสามารถเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ จากนั้นก็จะเห็นมุมที่เป็นกำแพงที่ทำขึ้นมาสำหรับผู้ชมที่อยากจะถ่ายภาพ หรือจะได้โชว์ได้ด้วยนะว่า เรามาที่นี่แล้ว โดยจะทำเป็นบอร์ด 3 แบบด้วยกันคือ ภาพ Mickey Mouse แบบภาพร่างจาก Steamboat Willie ที่เป็นเสมือนหนังเปิดตัว Mickey และบริษัท Walt Disney ให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ส่วนอีกบอร์ดนึงจะเป็นภาพแนวคล้ายๆ 3 มิติ รูป Mickey Mouse กับ Minnie และ Pluto ซึ่งเป็นอีกภาพที่ทางงานเค้าเอาไว้โปรโมตนิทรรศการ Art of Disney เช่นกัน สุดท้ายก็คือทางเข้า สู่งาน ที่ทำเป็นภาพหัว Mickey ให้เดินผ่านเข้าไปในงานได้

 

ภาพหลังจากนี้ จะเป็นภาพที่ได้จากในเว็บไซด์ของนิทรรศการนี้ครับ
(Reference Picture from : http://www.ytv.co.jp/da-osaka/highlight.html)  

เนื่องจากในงานเค้างดการถ่ายภาพทั้งหมด จึงขอเอาภาพจากจุดต่างๆในงานมาอธิบายให้เราเห็นภาพกันแบบคร่าวๆว่าในงานนี้มีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง
—————————————————————————————-

 

……….เริ่มจาก จุดแรก ส่วนนี้จะเริ่มจากการรังสรรค์ผลงานการ์ตูนสั้นเรื่องแรกคือ Steamboat Willie ว่ามาได้อย่างไร มีทั้งภาพร่างต้นแบบของการ์ตูนเรื่องนี้ และภาพตัวอย่างวีดีโอช๊อตสั้นๆให้ชม รวมถึงขั้นตอนให้เห็นถึงการสร้างการ์ตูนจากภาพร่างนับร้อยภาพ ที่เมื่อเอามาเรียงกันแล้วทำให้ตาของเรามองเห็นเป็นภาพเคลื่อนไหวในเวลาไม่กี่วินาที
และยังมีภาพร่างของตัวละครหลักคือ Mickey Mouse รวมไปถึงตัวละครเพื่อนๆคือ Minnie Mouse, Donald Duck, Daisy, Pluto, Goofy ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึง “Ub Iwerks” ที่เป็นทั้งเพื่อนและนักวาดการ์ตูนผู้ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับ Disney มาตั้งแต่ครั้งเริ่มต้นที่สร้างตัวการ์ตูน Oswald มาด้วยกัน (และถูก Universal โกงเอาสิทธิ์ไปอย่างหน้าตาเฉย) ว่ากันว่า Ub Iwerks นี่แหละคือผู้ให้กำเนิด Mickey ในรูปแบบภาพการ์ตูนตัวจริงโดย Sketch ภาพ Mickey ขึ้นมาจากไอเดียของ Walt Disney อีกทีนึง

Credit Picture from official website of “Art of Disney”, Japan © Disney Enterprises, Inc. and © YOMIURI TELECASTING CORPORATION. All rights reserved.
Credit Picture from official website of “Art of Disney”, Japan © Disney Enterprises, Inc. and © YOMIURI TELECASTING CORPORATION. All rights reserved.

 

ถัดมา ก็จะเป็นส่วนของการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นภาพยนตร์อนิเมชันเรื่องยาว ซึ่งเริ่มต้นจาก “Snow White and the seven dwarfs” เป็นเรื่องแรก และเรื่องต่อๆมาก็คือ “Pinocchio” “Fantasia” “Dumbo” ไปเรื่อยๆ โดยในงานเค้าจะจัดแบ่งเป็นบอร์ดแยกเป็นทีละเรื่องให้เราได้เดินชมอย่างต่อเนื่องกันไป ในแต่ละเรื่องก็จะมีการพูดถึงประวัติความเป็นมาของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ มีภาพร่าง ภาพตัวละคร Concept Art แต่อีกส่วนหนึ่งที่เค้ากล่าวถึงและเป็นจุดสำคัญก็คือ “พัฒนาการ” ในการสร้างสรรค์ผลงานการ์ตูนที่มีการต่อยอดการพัฒนาไปเรื่อยๆ

 

อย่างเช่น “Pinocchio” ที่มีการสร้างภาพในรูปแบบที่มีมิติมากขึ้น โดยใช้ layout ภาพหลายๆชั้น การทำภาพให้มีความสว่างสุขใส อย่างเช่นดาวที่มีการกระพริบแสงในฉากที่มีเพลง “when you wish upon a star” หรืออย่าง “Fantasia” ก็จะกล่าวถึงที่มาของการสร้างสรรค์ภาพการ์ตูนเพื่อประกอบร่วมกับเพลงคลาสสิคต่างๆ  การสร้างภาพจากฉากของจริง อย่างเช่นในฉากบ่อลาวาเดือดและมีฟองอากาศปุดๆแตกขึ้นมา เค้าก็มีเล่าเบื้องหลังให้ชมถึงความพยายามในการจำลองบ่อที่มีฟองอากาศเดือดให้ชม หรืออย่างในการ์ตูนเรื่อง “Bambi” ที่ต้องนำกวางจริงๆมาเป็นต้นแบบเพื่อดูท่าทางต่างๆก่อนจะลงร่างเป็นภาพเคลื่อนไหวของกวางให้สมจริง

จากนั้น เราจะเข้าสู่ส่วนของผลงานการ์ตูนในช่วงต่อมาตั้งแต่ “Saludos Amigos”, “Alice in wonderland” , “Sleeping Beauty” หรือ “101 Dalmatians” ที่มีการพัฒนาในเรื่องของภาพให้ดูแตกต่างและมีสีสันมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะแนวคิดการออกแบบภาพที่ดูเป็นศิลปะ หรือมีความทันสมัยมากขึ้น อย่างเช่นผลงานของ Mary Blair กับงานออกแบบภาพตัวการ์ตูนใน Alice in Wonderland หรือ Peterpan ก่อนที่ Walt Disney จะเชิญให้มาเป็นผู้ออกแบบบรรดาตุ๊กตาน่ารักๆในเครื่องเล่น Small World ในเวลาต่อมา แน่นอนว่า ยังมีการพูดถึงเทคนิคการสร้างการ์ตูนที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วย อย่างเช่นฉากไล่ล่าช่วยน้องหมาจุดจาก 101 dalmatians ให้ดูตื่นเต้น น่าติดตามในรูปแบบแอคชั่นสมจริง

ปิดท้ายด้วยการ์ตูนเรื่อง “Jungle Book” ซึ่งเป็นผลงานการ์ตูนเรื่องสุดท้ายในชีวิตของ Walt Disney ก่อนที่จะเข้าสู่ห้องต่อไป ที่จะนำเสนอในส่วนของผลงานการ์ตูนยุค 90 ซึ่งเป็นช่วงยุคทองที่การ์ตูนของค่าย Walt Disney กลับมาเฟื่องฟูและเป็นที่รู้จักของชาวโลกอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “The Little Mermaid”, “Beauty and the Beast”, “The Lion King”, “Mulan” และ “Tarzan” (ไม่ยักกะมี”Aladdin” กับ “Hunchback of the Notredame” แฮะ)
โดยการนำเสนอเนื้อหาในห้องนี้ยังคงมีการโชว์ภาพเบื้องหลังต่างๆเช่นเคย ทั้งภาพร่างต้นแบบและยังมีตัวชิ้นงานปั้นร่างต้นแบบของตัวละครให้ชมกันด้วย อีกทั้งยุคนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่มีการใช้เทคโนโลยีภาพกราฟฟิคเข้ามาประยุกต์ในงานสร้างมากขึ้นในแต่ละเรื่อง ก็มีการกล่าวถึงไว้ในส่วนของภาพยนตร์แต่ละเรื่องเช่นกัน อย่างเช่นการใช้เทคโนโลยีภาพสามมิติในฉากเต้นรำใน “Beauty and the Beast” ฉากฝูงกระทิงวิ่งจาก “The Lion King”, เทคนิค Deep Canvas ใน Tarzan ในขณะที่”Mulan” ก็เป็นการ์ตูนที่อ้างอิงจากตัวละครในต่างประเทศ(จีน)เป็นครั้งแรก และ “Pocahontas” ก็เป็นการ์ตูนเรื่องแรกของDisney ที่สร้างจากบุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตจริงๆ นอกจากเรื่องของเทคนิคการสร้างแล้ว ก็ยังกล่าวถึงการเป็นการ์ตูนในยุคที่เน้นไปที่บทเพลงในลักษณะของ Musical อีกด้วย

ถัดมา เป็นการเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีกราฟฟิค หลังจากการมาของ Toy Story ในปี 1995 และการนำไปสู่การควบรวมกันของ Disney และ Pixar ในปี 2006 ทำให้การ์ตูนในยุคหลังจากนี้ของ Disney เปลี่ยนมาเป็นการ์ตูนแนว CG กันหมด เริ่มจาก “Tangled”,”Wreck it Ralph”,”Frozen”,”Big Hero 6″ “Zootopia” และล่าสุดก็คือ “Moana”  ซึ่งในส่วนสุดท้ายที่เป็น Moana นั้นก็จะเป็นการโปรโมทผลงานเรื่องนี้พอดีเพราะว่า นิทรรศการนี้จัดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ Miraikan ใน Tokyo ซึ่งก็ตรงกับช่วงที่หนังกำลังเข้านั่นเอง

เป็นอันจบส่วนทั้งหมดของนิทรรศการครับ

…….
…….
…….
…….

 

 

 

 

อ่ะ ยัง ! ยัง ไม่จบแค่นี้ครับ 
เพราะอีกส่วนหนึ่งเมื่อมีการจัดงานนิทรรศการแล้ว จะไม่มีของขายได้อย่างไร

งานนี้เค้ามี Museum Shop จำหน่ายสินค้าในธีมของนิทรรศการ “Art of Disney” มาขายในงานด้วย แถมยังมีเพียบจนตาลายเลยทีเดียว มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ?

มีเป็นภาพสำหรับติดผนังจำหน่ายด้วยนะ เผื่อใครอยากได้ไปติดฝาผนังบ้านตัวเอง
มีตู้กาจาปองมาให้กดกันด้วย เป็นสินค้าพิเศษของงานโดยเฉพาะ
งานกาจาปองมีทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน (แต่จริงๆแล้วมีอีกแบบเป็นลาย Frozen ซึ่งไม่มีให้กดแต่เค้าจำหน่ายพร้อมการซื้อตั๋วล่วงหน้าแบบ Advance Ticket เท่านั้น)
ขอลองกดดูบ้าง
ได้พี่ Mickey มาเรียบร้อย งานนี้ฟิน
อีกหนึ่งอย่างที่ต้องมีในงานก็คือหนังสือสูจิบัตรครับ เป็นการรวมภาพจากที่โชว์ในนิทรรศการมาไว้ในเล่มเดียวกันเลย หนาและคุ้มค่ามากๆ น่าเก็บจริงๆ
ปกหน้าเป็นรูป Mickey จาก Steamboat Willie ส่วนปกหลังเป็นภาพ Belle Beast (จริงๆมีปกเป็นรูป Ariel ด้วยแต่เห็นว่าหมดแล้ว) รอบนี้ผมยังไม่ได้ซื้อเพราะหนักมาก เลยกะไปซื้อรอบหน้าที่ Niigata ครับ
ราคาเล่มละ 2,800 เยนซึ่งถือว่าคุ้มอยู่นะสำหรับนักสะสม เสียดายอย่างนึงที่เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วนๆครับ

พิน Collection ลายภาพ Image Art ต่างๆ

มุมหนังสือต่างประเทศที่เป็นนิทานเค้าก็มีนะ (โปรดสังเกตเล่มสีน้ำเงินขวาล่าง เดี๋ยวเล่าให้ฟังต่อในรูปถัดไป)
นอกจากสินค้าในธีม Art of Disneyก็มีหนังมาจำหน่ายด้วย เผื่อใครอยากได้มาเก็บตกเอา
ที่โดนใจผมมากๆ แถมไม่เกี่ยวกับนิทรรศการนี้เลยก็คือหนังสือเล่มนี้ครับ เป็นหนังสือรวมข้อมูลเกี่ยวกับสวนสนุก Disneyland ทั่วโลก ราคาไม่ใช่เล่นๆแต่เห็นแล้วโดนใจมาก
รวมข้อมูลและภาพ Concept Art ของแต่ละปาร์กตั้งแต่ Disneyland ยัน Shanghai Disneyland เลย ด้วยความที่หนักมาก ผมก็เลยจำเป็นต้องเอาเล่มนี้ก่อน ส่วนสูจิบัตรนั้นค่อยมาซื้อรอบหน้านี่แหละ
ปกหน้าแบบชัดๆ

มาดูสินค้าอื่นๆกันต่อครับ บอกแล้วว่ามันมีเยอะมากๆจนตาลาย เห็นอะไรเป็นอยากได้ไปหมดเลยแหละ

งานเซรามิคแบบที่จำหน่ายในบ้านเราก็มี แต่แบบไม่เยอะมากเท่า
อันนี้สำหรับนักสะสมขั้นเทพโดยแท้
หีบเพลงก็มีนะ
เครื่องประดับก็มี
ที่แพงสุดในงานก็อันนี้ครับ เคลือบทองมาเลย

ภาพบนผ้าใบ สำหรับตั้งโชว์หรือใส่กรอบแขวนก็ได้
ตุ๊กตาแบบ Limited Edition ของงานนี้

งาน Papercraft สามมิติ ของเล่นฝึกสมาธิสำหรับยุคนี้

memo ฝากข้อความ
สมุดวาดรูป สำหรับคนที่ชอบขีดๆเขียนๆ วาดรูปเผื่ออนาคตจะเป็นศิลปินในดีสนีย์กับเค้าบ้าง

แฟ้มพลาสติก อย่างสวย
แฟ้มที่ระลึกของงาน เพื่อให้รู้ว่าเราได้มาชมแล้ว

แม้แต่เคสมือถือก็ยังมี

โปสการ์ดหลายขนาด ทั้งไซส์ปกติ แบบสามมิติ หรือแม้แต่แบบ Panorama สวยจนหยิบกลับมาหลายใบเลยทีเดียว

ขนาดกระเป๋า Manhattan ก็ยังมีนะคิดดู มาทั้งแบบเป้และแบบสะพายข้าง  รอบที่แล้วผมไปก็ยังโลเลๆว่าเอาดีไหม เพราะราคานี่ไม่ใช่เล่นๆ แต่ตัดสินใจละครับว่า รอบหน้า จะไปสอยกลับมาละ

 

เอาล่ะครับ นี่เป็นแต่ภาพพอประมาณนะครับ ไม่กล้าถ่ายละเอียดกว่านี้ (จริงๆนี่ก็ถ่ายเกือบทุกจุดแล้วนะ @_@)

ทั้งนี้ ถ้าใครสนใจก็ลองไปชมนิทรรศการนี้กันดูนะ แต่ว่า
ที่ Osaka เค้าจัดหมดไปแล้วจ้าาาาาาาา

แต่ไม่ต้องเศร้าใจไป เพราะยังมี

นิทรรศการ Art of Disney รอบต่อไป ยังเหลืออีก 2 แห่งครับ คือที่จังหวัด  Niigata  จัดที่ The Niigata Prefectural Museum Of Modern ระหว่างวันที่ 17 กุมภาพันธ์ถึง 13 พฤษภาคม และที่เมือง Sendai จัดที่ The Miyagi Museum of Art ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน จนถึง 24 กันยายนครับ

โดยผมมีรายละเอียดการเดินทางไปยังแต่ละที่มาฝากด้วยนะ เผื่อใครจะไป (ที่แน่ๆ ผมวางแผนไปที่ Niigata อีกรอบแล้วแน่นอน)

 

ที่จังหวัด Niigata
จัดขึ้นที่ The Niigata Prefectural Museum Of Modern Art
โดยจะจัดตั้งแต่วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ ไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม 2018 นี้
ดูข้อมูลพิพิธภัณท์ได้ที่   https://kinbi.pref.niigata.lg.jp/english

พิพิธภัณท์ที่จัดนั้นไม่ได้อยู่ที่เมือง Niigata โดยตรงนะครับ แต่อยู่ที่เมือง Nagaoka ซึ่งหากนั่งรถไฟชินกันเซนจาก Tokyo ก็จะไปถึงก่อนเมือง Niigata  พอลงจากรถไฟที่สถานีนี้ ก็จะต้องต่อรถบัส Central loop-line (โดยออกจากประตูทางออก Ote Exit ) โดยมารอที่ป้ายสถานีหมายเลข 8 พอรถมาก็นั่งไปเรื่อยๆประมาณ 15 นาทีจนถึงป้ายสถานี “Kenritsu Kindai Bijutsukan” ครับ

(ยังไงเดี๋ยวพอกลับมาแล้วจะมารีวิวเส้นทางให้ฟังกันอีกทีครับ )

 

 

ที่เมือง Sendai

จัดขึ้นที่ The Miyagi Museum of Art
โดยจะจัดตั้งแต่วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน ไปจนถึงวันจันทร์ที่ 24 กันยายน 2018 นี้
ดูข้อมูลได้ที่  : http://www.pref.miyagi.jp/site/museum-en

 

 

 

การเดินทางมาที่นี่มาได้สองวิธีการครับ คือ
รถไฟใต้ดิน :  จากสถานี Sendai ให้นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai line เส้นทางไปยัง  Yagiyama Zoological Park 

แล้วลงที่สถานี International Center station (ออกที่ประตูทางออก West exit หมายเลข 1 แล้วเดินประมาณ 7 นาที) หรือ ลงที่สถานี  Kawauchi station.      (ออกที่ประตูทางออก North Exit หมายเลข 1 แล้วเดินประมาณ 7 นาทีเหมือนกัน)

รถบัส : จากสถานี Sendai ให้มาขึ้นรถที่ท่ารถฝั่งตะวันตก (West Exit bus terminal) แล้วขึ้นรถ City Bus ที่จะไป Kotsu Koen หรือ Kawauchi ที่ป้ายรถหมายเลข 15-2 นั่งไปเรื่อยๆแล้วลงที่ป้ายรถบัส Niko Miyagiken-Bijutsukan Mae.
หรือไม่งั้นถ้าหากเรามีแผนจะใช้บริการรถ Loopline Sendai หรือบัสท่องเที่ยวในเมือง Sendai ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน

 

 

และนี่ก็เป็นข้อมูลคร่าวๆ เผื่อว่าใครที่ยังตัดสินใจอยู่ว่าไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วจะไปชมนิทรรศการนี้ดีไหม บอกได้เลยครับว่า นิทรรศการนี้น่าสนใจมากๆ เหมาะสำหรับคนรักดีสนีย์โดยแท้ จะได้เห็นเรื่องราวความเป็นมา และเบื้องหลังของการสร้างการ์ตูนแต่ละเรื่องอีกทั้งยังเห็นภาพเบื้องหลังที่ไม่เคยเห็นด้วย อ้อ…อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าที่นี่จะโชว์ข้อมูลให้ชมเป็นภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ เพราะในแต่ละจุดของนิทรรศการจะมีคำอธิบายภาษาอังกฤษเอาไว้ด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เข้าใจเลย

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *